Home แนะนำสำนักงาน ประวัติอำเภอ บุคลากร เอกสารดาวน์โหลด ติดต่อสอบถาม
           
ประวัติอำเภออู่ทอง
     
คืออู่น้ำอู่ข้าวลำเนาถิ่น   ครั้งแผ่นดินรุ่งเรืองเป็นเมืองใหญ่
เจ้าครองเมืองเนืองนามร่ำลือไกล   เป็นหลักไทยเชิดชูท้าวอู่ทอง
กำแพงรอบขอบเขตเมืองยังมีเค้า   คูเมืองเก่าน้ำขังยังรอยร่อง
ถนนเดินดินมูลยังพูลกอง   อดีตปองปางหลังยังยิงยล
"จรเข้สามพัน" ธารกระแส   คราวแล้งแลตื้นเขินเกิดขุ่นข้น
โรค "ห่า" ระบาดสู่กินผู้คน   ต้องสับสนระส่ำย้ายทำเล
ท้าวอู่ทองนำไทยไปหนองโสน   สร้างเมืองใหม่ใหญ่โตน่าสนเท่ห์
ก่อ "ราชวงศ์อู่ทอง" ครองพื้นเพ   นามเสน่ห์ "อยุธยา" ราชธานี
ทิ้ง "อู่ทอง" ถิ่นไทยไว้ประวัติ   ฝากพิพัฒน์แผ้วผ่องไทยน้องพี่
อดีตกาลผ่านผันตราบวันนี้   ยังศักดิ์ศรีชี้เห็นความเป็นมา
อู่ทองใหม่ไทยพุทธรุดเร่งรัด   ยุค "ลูกปัดทวาราวดี" มากมีค่า
โรคห่าแพ้แพทย์รัฐพัฒนา   หากจะมีก็ผีห่าในป่าคน

                    เมืองโบราณอู่ทองตั้งอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเมืองที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ผังเมืองเป็นรูป วงรีทอดตัว ตามแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ มีขนาดความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร และยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มีระดับความสูงของพื้นที่ตัวเองจากระดับ น้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 6 เมตร

                   จากการศึกษาทางโบราณคดี พบว่าเมืองโบราณอู่ทองมีมนุษย์อยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 3,500 ปี มาแล้ว บริเวณที่พบชุมชน กระจายเกือบทุกตำบลในอำเภออู่ทอง เช่น ตำบลอู่ทอง จรเข้สามพัน เจดีย์  ดอนคา ดอนมะเกลือ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบสุสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดที่บ้านวังขอน บ้านทุ่งน้อย ตำบลจรเข้สามพัน พบโครง กระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมากในพื้นที่ 100 ไร่ และได้พบหลักฐาน ประเภทขวานหิน ลูกปัด  ภาชนะดินเผา  และเหล็กใน สำหรับปั่นด้าย ขวานสำริด ฉมวก หอก และเครื่องมือเครื่องใช้โลหะอื่น ๆ อีกมากมาย ชุมชนในสมัยนี้ เป็นชุมชนในสังคมเกษตรกรรม เนื่องจากสภาพที่ตั้งชุมชนเป็นเขตที่ราบขั้นบันไดและที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทำให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ผลดี จนชุมชน ตั้งหลักแหล่ง
ได้อย่างถาวร ประกอบกับสามารถติดต่อกับชายฝั่งทะเลสะดวกและมีศักยภาพในฐานะชุมชนศูนย์กลาง ที่มีความสามารถในการ ดึงเอาผลประโยชน์ ออกมาได ้จากระบบการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนทั้งระยะใกล้และไกล จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ชุมชนในบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง มีการพัฒนาการ ของสภาพสังคมและเศรษฐกิจสูงจนขยายตัวเข้าสู่สังคมเมืองได้

                   เมืองโบราณอู่ทอง ได้พัฒนาเป็นเมืองศูนย์กลางทางวัมนธรรมที่สำคัญยิ่งของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  จากหลักฐานประเภท โบราณวัตถุ ได้แก่ ลูกปัด เหรียญเงิน ตราประทับแผ่นดินเผา รูปพระสงฆ์ 3 องค์อุ้มบาตร พระนาคปรกที่แสดงการขัดสมาธิแบบ "ปรยัคาสน"  ซึ่งเป็นศิลปแบบอมราวดี  บ่งบอกถึงความเป็นศูนย์กลางความเจริญ  ของอาณาจักรฟูนัน ในราวศตวรรษที่ 5 - 9 ซึ่งถือว่าเมืองโบราณอู่ทองเป็น "อาณาจักรสุวรรณภูมิ"  ที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระโศณะเถระ และพระอุตรเถระมาเผยแพร่ พระพุทธศาสนา

                    จากการดำเนินงานโบราณคดี พบว่า อิทธิพลทางวัฒนธรรมของอินเดียได้ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เกิดรูปแบบทางศิลปกรรมอักษรภาษาและศาสนาพุทธ  ซึ่งเป็นศาสนาหลัก เป็นวัฒนธรรมแบบใหม่ที่รู้จักกันว่า "วัฒนธรรมทวาราวดี" ศูนย์กลางความเจริญของสมัยทวาราวดีอยู่ที่เมืองโบราณอู่ทอง  ในบริเวณลุ่มน้ำจรเข้สามพัน ตั้งอยู่บริเวณเนินดินด้านตะวันออก ของเทือกเขาพระ และเขาทำเทียม  ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกและทิศใต้  เป็นที่ลุ่มตัวเมือง ได้รับน้ำหล่อเลี้ยงที่ไหลมาจาก เทือกเขา คือ ลำห้วยลวก และลำน้ำจรเข้สามพัน ซึ่งไหลมาทางทิศใต้ โดยเมืองโบราณมีฐานะเป็นเมืองหลวง และมีเมืองลูกหลวง คือละโว้และนครชัยศรี  สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ลูกปัด และเครื่องประดับที่ขุดพบที่เมืองโบราณอู่ทอง  สะท้อนถึงความมั่งคั่ง ของเมืองท่าชายฝัุ่งอื่น ๆ เมืองโบราณอู่ทอง ยังคงติดต่อกับพ่อค้าต่าง ๆ จากอินเดีย ตะวันออกกลางและโรมัน ดังหลักฐานจีน ที่กล่าวถึงเมืองหลินอี่ฟูนัน ตุนชุนจินหลิน ตันตัน และพันพัน  ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่นักเดินทางทางเรือและพ่อค้าใช้ติดต่อกับจีน

                    การขยายตัวทางการค้าของอินเดียซึ่งไม่สามารถซื้อหาทองคำได้จากแหล่งค้าเดิม ได้แก่ ไซบีเรีย โรมันทำให้อินเดีย เพิ่มปริมาณการค้ากับ "สุวรรณภูมิ" ใช้เรือขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เรือโรกันเดียขนถ่ายสินค้า ความเติบโตทางเศรษฐกิจช่วยทำให้ เกิดความเข้มแข็งของอำนาจรัฐ  มีหลักฐานหลายประการแสดงให้เห็นว่าอาณาจักรทวาราวดีมีกษัตริย์ เช่น เหรียญเงินที่มีจารึก "ศรีทวาราวดีศุวรปุณยะ"  ซึ่งแปรว่า การบุญแห่งพระเจ้าศรีทวาราวดี รวมทั้งโบราณวัตถุที่เป็นเครื่องประกอบพิธีราชาภิเษก และจารึเป็นต้น  การพบจารึกแผ่นทองแดงที่เมืองโบราณ สามารถยืนยันได้ว่าเมืองโบราณอู่ทอง รับวิธีการเขียนอักษร ของอินเดีย มาปรับปรุงเป็นของตนเอง ทำให้แปลกเปลี่ยนไปจากอักษรปัลลวะ นักภาษาศาสตร์ต้องกำหนดให้เรียกว่า "อักษรหลังปัลลวะ"

                    ในราวพุทธศรวรรษที่ 15 - 16 มีการเปลี่ยนแปลงของแนวชาวฝั่ง ซึ่งส่งผลกระทบถึงการคมนาคม และระบบ สาธารณูปโภคของเมืองโบราณในสมัยทวาราวดีเป็นศูนย์กลางรัฐหรือเมืองหลวงของอู่ทองได้รับผลกระทบ พบว่า มีการเคลื่อนย้าย ศูนย์กลางอำนาจไปบริเวณเมืองสุพรรณบุรี ปัจจุบันปรากฎร่องรอยของเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินคร่อมแม่น้ำสุวรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) จากหลักฐานที่ได้ในงานโบราณคดี พบว่าพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 เมืองโบราณบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เป็นเมืองหลวงที่สำคัญ ของบรรดาเมืองเมืองโบราณในซีกตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา และติดต่อค้าขายกับจีนอย่างใกล้ชิด มีความสำพันธ์กันในระดับ ราชวงศ์ รู้จักในชื่อ เสียน หรือ สยาม แต่เอกสารฝ่ายไทยเรียกว่า "สุพรรณภูมิ"

                   รัฐสุพรรณภูมิ  เป็นรัฐที่รุ่งเรืองจากการค้า นอกเหนือจากการเป็นศูนย์กลางการค้าขายนานาชนิดแล้ว รับสุพรรณภูมิ ยังผลิตเครื่องปั้นดินเผาส่งออกเป็นแห่งแรกของประเทศไทย  ในพุทธศตวรรษที่ 18 โดยแหล่งที่พบอยู่ไกลถึงสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีเหนือ  และจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชสำนักจีน ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ได้ตราแต่งตั้งเป็น อ๋อง จากพระเจ้าจักรพรรด ิของจีน  ซึ่งต่อมาได้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา

                    รัฐสุพรรณภูมิ และราชวงศ์อู่ทองแห่งละโว้ ได้ร่วมกันสถาปนากรุงศรีอยุธยาในปี 1893 ได้ย้ายฐานจากบริเวณ แม่น้ำสุพรรณบุรี  สู่เกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา ใช้ความรู้ความสามารถในความเป็นรัฐพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพอันยาวนาน นับแต่ ปลายยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์สู่ยุคฟูนัน  ทวาราวดี และสุพรรณภูมิ  ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นรัฐนานาชาติ ศูนย์กลางการซื้อขาย ที่ใหญ่ที่สุดถึง 417 ปี  จากข้อมูลและหลักฐานที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ทำให้เราทราบถึงรากเหง้าแห่งความเป็น
คนไทย ชาติไทย จากถิ่นกำเนิดที่เมืองโบราณอู่ทอง และพัฒนาสู่สุวรรณภูมิ (สุพรรณบุรี)  กรุงศรีอยุธยา และปัจจุบันรัตนโกสินทร์  ได้บ่งบอกถึงความสูงส่งทางวัฒนธรรมชีวิต ความรู้ความสามารถของบุรุษเป็นอย่างยิ่ง

                    สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งหัวเเมืองต่าง ๆ  เป็นจังหวัด อำเภอ และตำบล อำเภออู่ทองจึงเกิดขึ้นเมื่อง พ.ศ. 2448  ให้ชื่อว่า "อำเภอจรเข้สามพัน" 
แบ่งการปกครองออกเป็น 10 ตำบล ต่อมาทางราชการได้พิจารณาเห็นว่าอำเภอจรเข้สามพัน อยู่ในเขตเมืองโบราณที่เรียกว่า "เมืองท้าวอู่ทอง"  เพื่อให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์จึงย้ายที่ว่าการอำเภอจากหมู่บ้านจรเข้สามพัน มาตั้ง ณ บริเวณเมืองโบราณ เมืองท้าวอู่ทอง และให้เปลี่ยนชื่ออำเภอจาก "อำเภอจรเข้สามพัน"  เป็น "อำเภออู่ทอง" เมื่อปี พ.ศ. 2483  สืบมาจนถึงปัจจุบัน